ลูกค้าแต่ละท่าน อาจจะมีแบบในใจว่า อยากจะใส่ ชุดเจ้าสาว ประมาณไหน เช่น กระโปรงที่อยากใส่ ทรงอะไร  กระโปรงบาน  มาก น้อยแค่ไหน หางสั้น  หางยาว ประมาณไหน

ส่วนแบบ ของตัวเสื้อ ชุดเจ้าสาว นั้น เกาะอกใส่ได้ หรือไม่ หรือ จะต้องทำคอ / แขน เพิ่มสำหรับชุดที่เป็นเกาะอก แต่หากไม่อยากใส่เกาะอก อาจจะควรเลือกเป็นชุด ที่มีแขนไปเลยเช่น แขนสั้น แขนยาวหรือ แขนสามส่วน

ชุดเจ้าสาว

ลักษณะเนื้อผ้าที่ชอบ

ชุดแต่งงานที่เป็นลูกไม้  หรือไม่ หรืออาจมีลูกไม้ ได้มากน้อยขนาดไหน หรือไม่ชอบชุดแต่งงานที่มีลูกไม้เลย  ชอบชุดแต่งงาน ที่เป็นรูปแบบของ ชุดเรียบ

ทำความรู้จักกับชุดแต่งงานเพิ่มมากขึ้น

ชุดแต่งงาน ในแบบที่ร้านส่วนมากมีโชว์ไว้  ทุกชุดเราจะมีประมาณ 2 – 3 แบบ 2 – 3  ชุด  คือ ชุดแต่งงานที่เหมือนกัน   จะมีทั้งหางสั้น และ หางยาว ความแตกต่างอยู่ที่ความบาน และ ความยาวหาง ไม่ว่าจะเป็น  ทรงเมอร์เมด   ทรงแกนด์เอไลน์  ทรงเอไลน์   ทรงบอลกาวน์   ทรงปริ้นเซส

ในส่วนสำคัญที่สุด  จะเป็นเรื่องของราคา   ที่จะทำให้ชุดที่หางสั้น  ถูกกว่า  หางยาว  ( ในบางแบบก็จะมีชุดแต่งงานที่หางสั้นมากๆ  ) แต่สำหรับบางชุด  ที่เป็นลิมิเตส  จะมีแค่ชุดนั้น  ชุดเดียว  แบบเดียวความยาวของกระโปรงด้านหลัง  จะเป็นตามแบบนั้นๆเลย

ก่อนที่เราจะเลือกชุดแต่งงาน  สักหนึ่งชุด อยากให้ลูกค้าทราบเบื้องต้นถึงลักษณะความชอบ ว่า ชอบชุดแต่งงาน  ลักษณะไหน  เนื้อผ้าอะไร  ทรงอะไร   เพราะเนื้อผ้าแต่ละชนิด ไม่อาจจะทำ ชุดแต่งงาน    ได้ทุกๆ ทรง  สำหรับ ชุดแต่งงานบางชุด  สามารถรวบรวมได้หลากหลายเนื้อผ้า

ดังนั้น มาทำความรู้จักผ้า   แต่ละชนิดที่ทางร้าน  นำมาตัดชุดแต่งงาน แต่ละแบบ แต่ละทรงดังนี้

ลักษณะเนื้อผ้าชุดแต่งงาน

1.  ผ้าลูกไม้

ชุดแต่งงานที่เน้นลูกไม้    จะมีลูกไม้อิตาลี   และลูกไม้ฝรั่งเศส ขึ้นอยู่กับลูกค้าว่าชอบ ชุดแต่งงาน ที่เป็นลูกไม้ทั้งชุด ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง หรือลูกไม้ครึ่งหน้า  ลูกไม้ตัวเสื้อชายกระโปรง  หรือลูกไม้แค่ตัวกระโปรงและ ชายกระโปรง ทั้งปักและไม่ปักคริสตัล ทางร้าน มีชุดทุกรูปแบบ ในการจัดวางลูกไม้ สามารถเลือกชมดูก่อนได้

2.  ผ้าออแกนดี้

ลูกค้าที่เน้นผ้าเนื้อนี้ทำกระโปรง อาจจะเน้นโชว์เนื้อผ้าทั้งกระโปรงหรือใส่ลูกไม้ชาย เพิ่มก็ได้ แบบเสื้อจะเป็นเดฟสวยๆ  ที่เป็นผ้าเนื้อนี้ ที่เป็นทั้งเกาะอก   มีแขน แขนโอบก็ได้   ( จะเดฟหรือโอบแขนผสมกับ  ผ้าเดลซีทรีทรู ก็ได้ ) ชุดที่ใช้ผ้าเนื้อนี้มีทั้งแบบเรียบ

ทั้งชุด อาจจะผสม ผ้าเดลซี  หรือผสมลูกไม้    ก็มีให้เลือก  ในส่วนของกระโปรง   มีแบบที่หลากหลายมาก  มีทั้งกระโปรงทำชั้น  กระโปรงขดดอก  กระโปรงเรียบมีลูกไม้

3.  ผ้าเดลซี่ซีทรู

ลูกค้าที่ชอบลักษณะที่เป็นผ้าซีทรู ชุดจะออกแนวฟูฟ่องเจ้าหญิงๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็จะขึ้นอยู่  กับแบบโดยรวมของชุด ว่ามีดีเทลอื่นๆผสมเข้ามาด้วย หรือเป็นผ้าชนิดนี้ทั้งชุดหรือไม่  เพราะผ้าชนิดนี้สามารถทำได้ หลากหลายแนวมาก

4.  ผ้าไหมทัฟต้า

ผ้าชนิดนี้จะมีอยู่  2 สี   คือสีไอเวอรี่  และสีเชมเปญ  มีหลากหลายทรงอาทิเช่น ทรงบอลกาวน์ ทรงเอไลน์  ทรงเมอร์เมด  มีทั้งแบบเรียบทั้งชุด และมีลูกไม้ เข้ามาผสม

มีทั้งเกาะอก  แขนเลย  แขนโอบ แขนสามส่วน  แขนยาวลูกไม้   มีแบบที่เป็นหางยาว   และหางสั้น ขึ้นอยู่กับ  ความต้องการ  ( ผ้าชนิดนี้ จะเป็นผ้าที่ไม่ทิ้งตัวมาก ค่อนข้างอยู่ทรงและ ยับง่ายนิดหน่อย )

5.  ผ้าไหมดัชเชสซาติน

สำหรับชุดแต่งงานมี  2   สีคือ  สีอ๊อฟไวท์ และ สีไอเวอรี่  ผ้าชนิดนี้ จะหนักไปทางการ  ทำแบบที่เรียบหน่อย  เพราะผ้าค่อนข้างมีน้ำหนักและทิ้งตัว ส่วนแบบจะมีทั้งเกาะอก   ใส่ลูกไม้นิดหน่อยบนล่าง  แขนยาว แขนเลย  ส่วนความยาวกระโปรง มีทั้งแบบ ที่เป็นทั้งหางยาว และหางสั้น

6.  ผ้ามิคคาโด้

เนื้อผ้าชนิดนี้ลักษณะของผ้าจะเป็นเนื้อไหมจริงๆ เป็นผ้าอยู่ตัว มีน้ำหนัก จับทรงชุดได้ง่าย  เนื้อเเน่น  ละเอียด  เหมาะสำหรับลูกค้าที่เน้นการโชว์เนื้อผ้า และคัตติ้งสวยๆ

จะมีทั้ง ทรงบอลกาวน์ เอไลท์    และเมอร์เมด   ส่วนสีที่ใช้เป็นสีหลักๆ  จะเป็นสีไอเวอรี่  ส่วนสีเชญเปญ อาจจะมีให้เลือกลองบางนิดหน่อย

เมื่อลูกค้า ต้องการ ได้เรียนรู้สำหรับ เนื้อผ้า และลักษณะ ของชุดแต่งงานแล้ว  เราก็จะมาดูกันอีกครั้ง ว่า ชุดแต่งงาน  ที่เลือกนั้น เหมาะสมกับเจ้าสาวท่านนั้นๆ  มากน้อยเพียงใด  ที่จะช่วยเสริมสร้างจุดเด่น  ปกปิดจุดด้อย ได้อย่างไรบ้าง ชุดแต่งงานแต่ละชุดนั้น สามารถเพิ่มเติมแบบ และดีไซน์ อะไรเพิ่มได้บ้าง

เช่น การทำเเขนเพิ่ม  ไม่ว่าจะเป็น แขนซีทรู  ออแกนดี้  ลูกไม้   อาจจะเพิ่มข้างเดียว หรือสองข้าง  ก็ได้ ( ในกรณีที่เจ้าสาว  เลือก เช่าชุดแต่งงาน เป็นแบบเกาะอก ) ในส่วนของเข็มขัด  จะเพิ่มเป็น เข็มขัดผ้า เข็มขัดลูกไม้ และเข็มขัดเพชร    สามารถเลือกได้ตามความชอบได้เลย

ขอบคุณเว็บเพื่อนบ้านดีดี อย่าง TheTrainerThailand สำหรับข้อมูลดีดี ในครั้งนี้